2พงศาวดาร 6 - พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 19401 เมื่อนั้นซะโลโมกล่าวว่า, พระยะโฮวาได้ทรงตรัสไว้ว่า, พระองค์จะทรงสถิตอยู่ในที่มืดมัวอันแน่นทึบ. 2 แต่ข้าพเจ้าได้สร้างโบสถ์วิหารถวายพระองค์เป็นที่ประทับ, หวังจะให้เป็นที่พระองค์ทรงสถิตอยู่เป็นนิตย์. 3 แล้วกษัตริย์หันพระพักตรอำนวยพรแก่บรรดาพวกยิศราเอลที่ประชุมยืนอยู่นั้นว่า, 4 สาธุการแก่พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกยิศราเอล, พระหัตถ์ของพระองค์ได้ทรงกระทำให้ทุกสิ่งสำเร็จ, ที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์กล่าวถึงดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้านั้นว่า, 5 ตั้งแต่วันที่เราได้นำพลไพร่ของเราขึ้นมาจากแผ่นดินอายฆุบโต, เรายังมิได้เลือกเมืองใดในตระกูลใดของพวกยิศราเอล, เป็นที่สร้างโบสถ์วิหารให้นามของเราปรากฏที่นั้น; และเรามิได้เลือกผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นผู้ครอบครองเหนือพวกยิศราเอลพลไพร่ของเรา: 6 เราได้เลือก (ฉะเพาะแต่) กรุงยะรูซาเลม, เพื่อเป็นที่ให้นามของเราปรากฏ; และเราได้เลือกดาวิดเป็นผู้ครอบครองเหนือพวกยิศราเอลพลไพร่ของเรา. 7 ฝ่ายดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้ามีน้ำพระทัยจะสร้างโบสถ์วิหารถวายแก่พระนามพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกยิศราเอล. 8 แต่พระยะโฮวาทรงตรัสแก่ดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า, ความประสงค์ที่มีอยู่ในใจของเจ้านั้น, ที่จะสร้างโบสถ์วิหารถวายแก่นามของเราก็ดีแล้ว: 9 แต่เจ้าจะสร้างโบสถ์วิหารนั้นไม่ได้; บุตรชายของเจ้าที่จะเกิดมาแต่บั้นเอวของเจ้า, จะเป็นผู้สร้างโบสถ์วิหารแก่นามของเรา. 10 พระยะโฮวาได้ทรงบันดาลให้พระดำรัสของพระองค์นั้นสำเร็จ: ด้วยข้าพเจ้าได้เลื่อนขึ้นแทนราชบิดาของข้าพเจ้า, และได้ขึ้นนั่งบนพระที่นั่งเหนือพวกยิศราเอล, เหมือนพระยะโฮวาได้ทรงสัญญาไว้นั้น, แล้วข้าพเจ้าได้สร้างโบสถ์วิหารนี้, ถวายแก่พระนามพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกยิศราเอล. 11 และหีบสัญญาไมตรีนั้นข้าพเจ้าก็ได้เชิญประดิษฐานไว้ในโบสถ์นั้น, คือหีบสำหรับประมวญเก็บคำสัญญาไมตรีของพระยะโฮวาที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับพวกยิศราเอล 12 ซะโลโมได้ยืนตรงหน้าแท่นของพระยะโฮวา, ชูฝ่าพระหัตถ์ขึ้นต่อหน้าบรรดาพวกยิศราเอลทั้งปวงที่ประชุมกัน. 13 ด้วยว่ากษัตริย์ซะโลโมได้กระทำธรรมาสน์ทองเหลือง, ยาวห้าศอก, กว้างห้าศอก, สูงสามศอก, ตั้งไว้ที่กลางบริเวณ: ท่านขึ้นยืนที่ธรรมาสน์นั้นจึงคุกเข่าลงต่อหน้าพวกยิศราเอลทั้งปวงที่ชุมนุมอยู่นั้น, ยกมือทั้งสองชูขึ้นขยายออกตรงท้องฟ้า, 14 ทูลว่า, ข้าแต่พระยะโฮวาพระเจ้าแห่งพวกยิศราเอล, ในสวรรค์ก็ดี, ที่พิภพโลกนี้ก็ดี, พระเจ้าอื่นเหมือนพระองค์ไม่มี; พระองค์ผู้ทรงรักษาคำสัญญา, และทรงพระกรุณาคุณต่อทาสของพระองค์ที่ดำเนินต่อพระพักตรพระองค์ด้วยใจสุจริต: 15 พระดำรัสซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ดาวิดทาสของพระองค์, ราชบิดาของข้าพเจ้านั้น, พระองค์ได้ทรงรักษาไว้, และซึ่งได้ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์นั้น, พระหัตถ์พระองค์ทรงกระทำให้สำเร็จเหมือนเช่นเป็นอยู่ทุกวันนี้. 16 เหตุฉะนั้น, ข้าแต่พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกยิศราเอล, ขอพระองค์ทรงโปรดให้เป็นไปตามซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้แก่ดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้านั้นว่า, ถ้าแม้นพงศ์พันธุ์ของเจ้าระวังรักษาทางของตนดำเนินตามข้อบัญญัติของเรา, เหมือนเจ้าได้ดำเนินต่อหน้าเรามาแล้วนั้น, จะทรงโปรดไม่ให้เจ้าขาดชายผู้หนึ่งต่อหน้าเรา เพื่อขึ้นนั่งบนพระที่นั่งของพวกยิศราเอล. 17 บัดนี้, ข้าแต่พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกยิศราเอล, ขอให้พระดำรัสของพระองค์สำเร็จดุจพระองค์ได้ทรงตรัสไว้แก่ดาวิดทาสของพระองค์ 18 แต่พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับมนุษย์ที่แผ่นดินโลกจริงหรือ? ดูเถิด, ท้องฟ้ากับฟ้าชั้นยอดนั้นก็ยังไม่พอเป็นที่สถิตของพระองค์ โบสถ์วิหารที่ข้าพเจ้าได้สร้างไว้นั้นก็ไม่พอยิ่งกว่านั้นเท่าไร! 19 ข้าแต่พระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้า, ขอพระองค์ทรงโปรดเห็นแก่คำอธิษฐานและคำทูลขอแห่งทาสของพระองค์, ทรงโปรดสดับฟังคำร้องทูลขอ, คำอธิษฐานที่ข้าพเจ้าทูลฉะเพาะพระองค์: 20 ขอทรงโปรดทอดพระเนตรดูโบสถ์วิหารนี้ทั้งกลางวันกลางคืน, ณ สถานที่ ๆ พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า จะจารึกพระนามของพระองค์ไว้ที่นั่น; เพื่อพระองค์จะได้ทรงโปรดสดับฟังคำอธิษฐานที่ผู้ทาสของพระองค์ทูลขอที่สถานนี้. 21 ขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังคำทูลขอแห่งข้าพเจ้าผู้ทาสของพระองค์, และคำทูลขอแห่งพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์ที่ทูลขอ ณ สถานนี้, ขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์ที่สถิตของพระองค์; และเมื่อทรงสดับฟังแล้วขอทรงพระกรุณาโปรดยกโทษเสีย 22 ถ้ามีคนหนึ่งคนใดกระทำผิดต่อเพื่อนบ้าน, และเพื่อนบ้านจะให้คนนั้นทำสัตย์สาบาน, และคนนั้นเข้ารับสัตย์สาบานต่อหน้าแท่นของพระองค์ในโบสถ์นี้; 23 เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์, และทรงพิพากษาทาสของพระองค์ตามโทษของเขาให้การชั่วของคนชั่วนั้นตกที่ศีรษะของตน, และให้การชอบธรรมของผู้สัตย์ซื่อปรากฏขึ้น, และทรงปูนบำเหน็จแก่คนชอบธรรมตามการชอบธรรมของเขา 24 ถ้าพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์พ่ายแพ้ต่อหน้าพวกศัตรูแล้ว, เพราะได้ล่วงกระทำผิดต่อพระองค์, แต่จะกลับมาทูลรับสารภาพผิดด้วยออกพระนามของพระองค์และจะอ้อนวอนทูลขอฉะเพาะพระองค์ในโบสถ์วิหารนี้; 25 เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์, และยกบาปผิดของพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์และทรงนำพาพวกนั้นกลับมายังแผ่นดินที่พระองค์ได้ทรงโปรดมอบไว้แก่เขา, และแก่ปู่ย่าตายายของเขานั้น 26 ถ้าท้องฟ้าต้องปิดเสียฝนไม่ตก, เพราะพวกนี้ได้กระทำผิดต่อพระองค์; แต่เขาหันหน้าตรงโบสถ์วิหารนี้, ทูลขออ้อนวอนลุแก่โทษรับผิดด้วยออกพระนามของพระองค์, และกลับใจเสียจากการผิดนั้น, ขณะเมื่อพระองค์ทรงปรับโทษเขา; 27 เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์, และยกบาปผิดผู้ทาส, คือพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์, ในเวลาพระองค์ทรงฝึกสอนให้เขารู้จักทางดีที่เขาควรจะประพฤติ; เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงบันดาลให้มีฝนตกที่แผ่นดินของพระองค์, ที่ทรงโปรดมอบได้แก่พลไพร่ของพระองค์ให้เป็นมรดก 28 ถ้าเกิดกันดารอาหารที่แผ่นดิน, หรือโรคภัยอันตราย, หรือเกิดข้าวลีบ, หรือข้าวตายฝอย, หรือฝูงตั๊กแตน, หรือตัวหนอนกินเสีย; หรือยังมีศัตรูตั้งค่ายล้อมรอบประตูเมืองของเขาทั่วแผ่นดิน, หรือจะมีกาฬโรค, หรือความเจ็บป่วยประการใดก็ดี: 29 จะมีคำอธิษฐานหรือคำทูลขออย่างไรๆ ที่คนหนึ่งคนใด, หรือที่บรรดาพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์จะทูลขอนั้น, ขณะเมื่อต่างคนตางรู้สึกความเจ็บป่วยหรือความทุกข์ร้อนใจของตน, และจะเหยียดมือออกไปตรงโบสถ์วิหารนี้: 30 เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงสดับฟังแต่สวรรค์ซึ่งเป็นที่สถิตของพระองค์, และทรงพระกรุณาโปรดยกโทษเสีย, ให้แก่ทุกคนตามการประพฤติของตนทุกประการดุจพระองค์ทรงทราบสันดานใจของคนนั้น; ด้วยพระองค์ผู้เดียวทรงทราบใจมนุษย์ชาติ: 31 เพื่อคนทั้งหลายจะได้เกรงกลัวพระองค์, และดำเนินตามพระบัญญัติของพระองค์สิ้นวันทั้งหลายที่เขาจะมีชีวิตดำรงอยู่ในแผ่นดินที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้แก่ปู่ย่าตายายของพวกข้าพเจ้า 32 ฝ่ายคนต่างประเทศที่ไม่ใช่ชาติยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์แต่ได้มาจากประเทศไกล, เพราะเห็นแก่พระนามอันประเสริฐของพระองค์, และพระหัตถ์ของพระองค์อันทรงฤทธิ์เหยียดออกนั้น; ถ้าผู้นั้นจะเข้ามาอธิษฐานในโบสถ์วิหารนี้; 33 เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์ซึ่งเป็นที่สถิตของพระองค์และกระทำตามที่ชนต่างประเทศจะทูลขอแต่พระองค์นั้นทุกประการ; เพื่อบรรดามนุษย์โลกจะได้รู้จักพระนามของพระองค์, และจะได้นับถือเกรงกลัวพระองค์เหมือนกับชาติยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์, และจะได้รู้ว่าโบสถ์วิหารที่ข้าพเจ้าได้สร้างไว้นี้เป็นที่จารึกพระนามของพระองค์ 34 ถ้าพลไพร่ของพระองค์จะยกไปสู้รบกับศัตรูตามทางที่พระองค์ทรงใช้เขาไปนั้น, เขาจะทูลขอแต่พระองค์ด้วยหันหน้าไปตรงเมืองที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรรนี้, และตรงโบสถ์วิหารนี้ที่ข้าพเจ้าได้สร้างไว้ถวายแก่พระนามของพระองค์; 35 คำที่เขาอธิษฐานทูลขอนั้น, ขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์, และทรงโปรดให้เหตุการณ์ของเขายั่งยืนอยู่ 36 ถ้าพวกนั้นทำผิดต่อพระองค์, ด้วยผู้ที่ปราศจากความผิดสักคนหนึ่งนั้นไม่มีเลย, และพระองค์ทรงพระพิโรธต่อเขา, มอบเขาไว้กับพวกศัตรู, ให้กวาดเขาไปเป็นชะเลยที่ประเทศไกลหรือใกล้ก็ดี; 37 แต่ทว่าถ้าเขาระลึกรู้สึกตัวในแผ่นดินที่เขาต้องถูกกวาดไปเป็นชะเลยนั้น, และกลับใจอธิษฐานทูลพระองค์ในแผ่นดินที่เขาไปเป็นชะเลยนั้น, รับว่า, ข้าพเจ้าทั้งหลายได้หลงผิดกระทำบาปชั่ว; 38 ถ้าเขากลับหาพระองค์ด้วยสุดจิตต์สุดใจของเขา, เมื่อเขายังเป็นชะเลยอยู่ในแผ่นดินที่ต้องถูกกวาดไปนั้น, และเขาจะอธิษฐานหันหน้าตรงแผ่นดินของตนที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้แก่ปู่ย่าตายายของเขา, และตรงเมืองที่เลือกสรรของพระองค์นั้น, และตรงโบสถ์วิหารนี้ที่ข้าพเจ้าได้สร้างถวายแก่พระนามของพระองค์: 39 เมื่อนั้นคำที่เขาได้อธิษฐานทูลขอนั้น, ขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังแต่สวรรค์ซึ่งเป็นที่สถิตของพระองค์, และโปรดให้เหตุการณ์ของพวกเขายั่งยืนอยู่, กับทรงพระกรุณาโปรดยกโทษพลไพร่ของพระองค์ที่ได้กระทำผิดต่อพระองค์ด้วย 40 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า, ขอพระองค์ทรงลืมพระเนตร, โปรดเอียงพระกรรณของพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานในตำบลนี้. 41 ข้าแต่พระยะโฮวาเจ้า, ขอพระองค์เสด็จมายังที่สถิตของพระองค์, ทั้งพระองค์กับหีบไมตรีอันเรืองฤทธิ์ของพระองค์: ข้าแต่พระยะโฮวาเจ้า, ขอทรงโปรดให้ปุโรหิตของพระองค์สวมซึ่งความรอด, ให้สานุศิษย์ของพระองค์ยินดีในพระกรุณาคุณ. 42 ข้าแต่พระยะโฮวาเจ้า, ขอพระองค์อย่าได้เบือนพระพักตรจากผู้เฉลิมของพระองค์: ขอทรงระลึกถึงพระกรุณาคุณที่ทรงสำแดงแก่ดาวิดผู้ทาสของพระองค์นั้น |
พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิมและใหม่ ฉบับ 1940 สงวนลิขสิทธิ์ 1940 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย The Holy Bible – Thai 1940 Copyright ©1940 Thailand Bible Society
Thailand Bible Society