2พงศาวดาร 20 - พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 19401 ภายหลังพวกโมอาบพวกอำโมน, และพวกมะอูนีมลางคนได้ยกกองทัพมาจะสู้รบกับยะโฮซาฟาดอีก. 2 จึงมีลางคนมาเฝ้ายะโฮซาฟาด, ทูลว่า, มีกองทัพใหญ่ยกมาต่อสู้ท่านจากแผ่นดินซุเรียที่ทะเลฟากข้างโน้น; ข้าแต่กษัตริย์, พวกนั้นอยู่ที่เมืองอัศโซธามาร, คือเมืองเอนฆะดี. 3 ยะโฮซาฟาดกลัว, จึงตั้งพระราชหฤทัยแสวงหาพระยะโฮวา, ทรงประกาศให้ถืออดอาหารทั่วตลอดแผ่นดินยูดา. 4 ชาวยูดาได้ประชุมกันหาที่พึ่งในพระยะโฮวา: มาจากหัวเมืองทั้งปวงทั่วแผ่นดินยูดาเพื่อจะแสวงหาพระองค์ 5 ยะโฮซาฟาดได้ยืนอยู่ท่ามกลางที่ประชุม, ชาวยูดาและชาวกรุงยะรูซาเลม, ในโบสถ์พระวิหารของพระยะโฮวาตรงหน้าเฉลียงใหม่. 6 ท่านจึงได้ทูลว่า, ข้าแต่พระยะโฮวาพระเจ้าแห่งเชื้อวงศ์ปู่ย่าตายายของพวกข้าพเจ้า, พระองค์เป็นพระเจ้าในฟ้าในสวรรค์? และทรงครอบครองแผ่นดินทุกประเทศมิใช่หรือ? พระหัตถ์ของพระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์และอำนาจจึงไม่มีผู้ใดยั่งยืนต้านทานต่อพระองค์ได้? 7 พระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าได้ทรงขับไล่ชนชาวแผ่นดินนี้ต่อหน้าพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์, และทรงมอบแผ่นดินไว้กับพงศ์พันธุ์ของอับราฮาม คนสนิทของพระองค์เป็นนิตย์มิใช่หรือ? 8 พวกนั้นจึงได้อาศัยอยู่ที่นั่น, แล้วได้สร้างโบสถ์วิหารไว้ที่นั่น, โดยเห็นแก่พระนามของพระองค์ประสงค์ว่า, 9 ถ้าโพยภัยมาถึงพวกข้าพเจ้า, คือกระบี่, การลงโทษ, โรคห่า, หรือกันดารอาหารก็ดี, ข้าพเจ้าทั้งหลายจะยืนขึ้นฉะเพาะพระพักตรพระองค์ตรงหน้าโบสถ์วิหารนี้, ด้วยพระนามของพระองค์ก็จารึกไว้ที่โบสถ์วิหารนี้, จะร้องทุกข์ทูลต่อพระองค์เพราะเหตุความเดือดร้อนของพวกข้าพเจ้านั้น, พระองค์จึงจะทรงสดับฟังและช่วยให้รอด. 10 บัดนี้ขอทรงทอดพระเนตรดูชาติอำโมน, ชาติโมอาบ, และชาวภูเขาเซอีรเถิด, เหล่าพวกที่พระองค์ไม่ทรงโปรดให้พวกยิศราเอลเข้าตี, เมื่อขึ้นมาจากแผ่นดินอายฆุบโตนั้น, เขาจึงได้หลีกไปจากคนเหล่านั้นไม่ล้างผลาญเสีย; 11 เขาสนองคุณพวกข้าพเจ้าอย่างไรขอทรงทอดพระเนตรดูเถิด, เขาพากันขึ้นมาจะขับไล่พวกข้าพเจ้าเสียจากแผ่นดินของพระองค์ที่ได้ทรงมอบไว้แก่พวกข้าพเจ้าให้เป็นมรดก. 12 ข้าแต่พระเจ้าแห่งข้าพเจ้าทั้งหลาย, พระองค์จะมิทรงพิพากษาปรับโทษพวกนั้นหรือ? ด้วยพวกข้าพเจ้านี้ไม่มีกำลังที่จะต้านทานต่อสู้หมู่คณะใหญ่ที่มาต่อสู้พวกข้าพเจ้านี้; พวกข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะทำประการใด: แต่แหงนตาระลึกถึงพระองค์ 13 บรรดาพวกยูดาได้ยืนเฝ้าอยู่ฉะเพาะพระพักตรพระยะโฮวาทั้งลูกเล็กเด็กน้อยกับภรรยา 14 ขณะนั้นพระวิญญาณของพระยะโฮวาได้สวมทับยะฮะซีเอ็ล, บุตรชายของซะคาเรีย ๆ เป็นบุตรชายของบะนายา ๆ เป็นบุตรชายของยะอีเอ็ล ๆ เป็นบุตรชายของมัดธันยาแต่พงศ์พันธุ์ของอาซาฟ, เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางพวกชุมนุมนั้น; 15 ท่านได้กล่าวว่า, ข้าแต่กษัตริย์ยะโฮซาฟาดกับชาวยูดา, และชาวกรุงยะรูซาเลมทั้งปวง, จงฟังเถิด, พระยะโฮวาทรงตรัสแก่ท่านทั้งหลายดังนี้ว่า, “อย่ากลัว, อย่าตกใจเพราะเหตุหมู่คนคณะใหญ่นั้น; เพราะการสู้รบครั้งนี้มิใช่พนักงานของพวกท่าน. แต่เป็นกิจธุระของพระเจ้า. 16 พรุ่งนี้ท่านทั้งหลายจงลงไปหาพวกนั้น, จะเห็นเขาขึ้นมาตามเนินเขาชื่อซิศ; ท่านทั้งหลายจะพบปะพวกเขาที่ปลายซอกเขาตรงหน้าป่าดงชื่อยารูเอ็ล. 17 ในการนี้ท่านทั้งหลายไม่ต้องสู้รบ: แต่จงยืนนิ่งอยู่กับที่, แล้วท่านทั้งหลายคงจะได้เห็นความสงเคราะห์ช่วยเหลือของพระยะโฮวา, ซึ่งทรงสถิตอยู่ด้วย, โอ้พวกยูดาและชาวกรุงยะรูซาเลมเอ๋ย: อย่ากลัว, อย่าตกใจเลย; พรุ่งนี้จงพากันออกไปสู้พวกนั้นเถิด: เพราพระยะโฮวาจะทรงสถิตอยู่ด้วย.” 18 ยะโฮซาฟาดได้ก้มพระเศียรหมอบลงถึงดิน; ทั้งบรรดาพวกยูดาและชาวกรุงยะรูซาเล็มได้กระทำดังนั้นต่อพระพักตรพระยะโฮวาไหว้นมัสการพระองค์ 19 รวมทั้งพวกเลวี, แต่พงศ์พันธุ์ของโคฮาธ, และพงศ์พันธุ์ของโครา, ได้ยืนขึ้นเปล่งเสียงดังประกอบเพลงฉลองพระเดชพระคุณพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกยิศราเอล 20 คนทั้งปวงได้ตื่นแต่รุ่งเช้า, พากันออกไปสู่ป่าดอนชื่อตะโคอา: ครั้นเมื่อเขาทั้งปวงกำลังออกไปนั้น, ยะโฮซาฟาดก็ยืนขึ้นตรัสว่าชาวยูดา, และชาวกรุงยะรูซาเลมทั้งปวงจงฟังเราเถิด; จงเชื่อพึ่งพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย, จึงจะยั่งยืนอยู่ได้; จงเชื่อผู้พยากรณ์ของพระองค์, พวกเจ้าจึงจะมีความเจริญ. 21 ครั้นทรงปรึกษากันแล้ว, ท่านได้จัดพวกถวายเพลงแก่พระยะโฮวา, ให้ยกยอสรรเสริญด้วยความรจนาบริสุทธิ์, เมื่อกำลังออกไปหน้ากระบวนศึกนั้นให้ร้องเพลงว่า, ขอบพระเดชพระคุณพระยะโฮวา; เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์. 22 ครั้นพวกนั้นได้ยกเสียงขึ้นร้องเพลงสรรเสริญ, พระยะโฮวาทรงจัดกองซุ่มต่อชาติอำโมนกับโมอาบและชาวภูเขาเซอีรที่ยกมาต่อสู้ชาวยูดาให้เหล่าพวกนั้นพ่ายแพ้. 23 ด้วยชาติอำโมนและโมอาบได้พากันต่อสู้ชาวภูเขาเซอีรฆ่าฟันล้างผลาญเสียสิ้น: ครั้นเขาล้างผลาญชนชาวภูเขาเซอีรนั้นเสียหมดแล้ว, ต่างคนต่างก็ล้างผลาญกันเอง 24 ครั้นพวกยูดามาถึงหอคอยที่ป่าดอน, แลดูพวกคณะใหญ่นั้น, ก็เห็นแต่ศพล้มตายอยู่ตามพื้นดินหามีผู้ใดรอดไม่. 25 เมื่อยะโฮซาฟาดกับพลทหารมาจะเก็บของได้พบทรัพย์กับซากศพและเครื่องประดับเป็นอันมากจึงถอดเก็บไปจนขนไม่ไหว: เขาเก็บของริบอยู่จนสามวันด้วยมีมากนัก. 26 เมื่อถึงวันที่สี่คนทั้งปวงได้ชุมนุมกันที่ซอกเขาชื่อบะราคา; เพราะคนทั้งปวงได้ขอบพระเดชพระคุณพระยะโฮวา ณ ที่นั่น: เหตุฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อซอกเขานั้นว่า, บะราคา, ตราบเท่าจนทุกวันนี้. 27 ฝ่ายยะโฮซาฟาดเสด็จนำหน้าบรรดาพวกยูดาและชาวยะรูซาเลม, กลับมายังกรุงยะรูซาเลมด้วยความยินดี, เพราะพระยะโฮวาทรงกระทำให้มีความรื่นเริงด้วยชัยชะนะต่อศัตรู. 28 คนทั้งปวงนั้นได้แห่เข้ากรุงยะรูซาเลม, ถึงโบสถ์วิหารของพระยะโฮวาด้วยเสียงกระจับปี่และพิณสิบสายและแตรต่างๆ. 29 ครั้นคนทั้งปวงทราบข่าวว่า, พระยะโฮวาทรงโปรดสู้รบต่อศัตรูของพวกยิศราเอล, ความเกรงกลัวแห่งพระเจ้าก็สวมทับบรรดาแผ่นดินทุกประเทศ. 30 แผ่นดินของยะโฮซาฟาดจึงมีความสงบเงียบ: เพราะพระเจ้าของท่านได้ทรงโปรดบันดาลให้มีความสุขสำราญตลอดไป 31 เมื่อยะโฮซาฟาดได้ขึ้นเสวยราชย์ในแผ่นดินยูดานั้น: ท่านมีพระชนม์มายุได้สามสิบห้าพรรษา, แล้วท่านได้ครอบครองที่กรุงยะรูซาเลมยี่สิบห้าปี. ราชมารดาของท่านชื่ออะซูบาเป็นบุตรีของซิลฮี. 32 ท่านได้ประพฤติตามเยี่ยงอย่างอาซาราชบิดา; และไม่ได้เลี้ยวจากทางนั้นเลย, ได้กระทำแต่สิ่งที่ชอบต่อพระเนตรพระยะโฮวา. 33 แต่ทว่าที่นมัสการ ณ บนเนินสูงนั้นยังมิได้ทำลายเสีย: พวกราษฎรยังไม่ได้ตั้งใจแสวงหาพระเจ้าแห่งปู่ย่าตายายโดยมั่นคง. 34 พระราชกิจอื่นๆ ของยะโฮซาฟาดนั้น, ทั้งเบื้องต้นเบื้องปลายมีปรากฏจดไว้ในหนังสือของเยฮูบุตรชายของฮะนานี, เรื่องซึ่งได้คัดมากล่าวไว้ในหนังสือพงศาวดารกษัตริย์ยิศราเอล 35 ภายหลังยะโฮซาฟาดกษัตริย์ยูดากระทำราชไมตรีกับอาฮัศยากษัตริย์ยิศราเอล, กษัตริย์พระองค์นั้นประพฤติเป็นที่ชั่วช้ายิ่งนัก. 36 ท่านยะโฮซาฟาดได้เข้าหุ้นกับอาฮัศยาต่อกำปันที่เมืองเอศโยนคาเบอร์สำหรับไปเมืองธาระซิศ. 37 ครั้งนั้นอะลีเอเซ็รบุตรชายของโดดาวาห์ชาวเมืองมาเรซาได้พยากรกล่าวโทษยะโฮซาฟาด, ว่า, เพราะเหตุท่านได้เขาเป็นมิตรไมตรีกับอาฮัศยา, พระยะโฮวาจะทรงทำลายกิจการของท่านเสีย. กำปั่นเหล่านั้นก็แตกเสีย, แล่นไปเมืองธาระซิศไม่ได้ |
พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิมและใหม่ ฉบับ 1940 สงวนลิขสิทธิ์ 1940 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย The Holy Bible – Thai 1940 Copyright ©1940 Thailand Bible Society
Thailand Bible Society